ในบทความก่อนเราคุยกันว่ามะเขือเทศเป็นผลไม้ทางพฤกษศาสตร์เพราะพัฒนามาจากดอก วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ากระบวนการจากดอกไม้ไปเป็นผลนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่
โครงสร้างพื้นฐานของดอกไม้
ดอกไม้ส่วนใหญ่มีอวัยวะสืบพันธุ์สองแบบอยู่ในดอกเดียวกัน คือ เกสรตัวผู้ (stamen) ที่ผลิตละอองเกสร และเกสรตัวเมีย (pistil) ที่รับละอองเกสรเพื่อนำไปปฏิสนธิกับไข่ที่อยู่ในรังไข่ เมื่อละอองเกสรตกลงบนยอดเกสรตัวเมียและเกิดการปฏิสนธิสำเร็จ รังไข่จะเริ่มพัฒนาเป็นผล และไข่ที่ได้รับการผสมจะพัฒนาเป็นเมล็ดอยู่ภายใน
บทบาทของแมลงผสมเกสร
พืชหลายชนิดต้องพึ่งพาแมลง เช่น ผึ้งและผีเสื้อ ในการพาละอองเกสรจากดอกหนึ่งไปยังอีกดอกหนึ่ง (cross-pollination) ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืชรุ่นต่อไป แต่พืชบางชนิดสามารถผสมเกสรได้ในตัวเอง (self-pollination) โดยไม่ต้องพึ่งพาแมลงเลย
มะเขือเทศเป็นพืชผสมเกสรในตัวเอง
ข่าวดีสำหรับคนปลูกมะเขือเทศบนระเบียงคือ ดอกมะเขือเทศมีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกันและสามารถผสมเกสรในตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผึ้งเสมอไป สิ่งที่มะเขือเทศต้องการจริง ๆ เพื่อให้ละอองเกสรร่วงลงผสมกับเกสรตัวเมียคือแรงสั่นสะเทือน ซึ่งในธรรมชาติมักเกิดจากลมหรือการบินของแมลง แต่บนระเบียงคอนโดที่ลมอ่อนและแมลงน้อย การขาดแรงสั่นสะเทือนนี้เองที่ทำให้ดอกร่วงโดยไม่ติดผล
นี่คือเหตุผลที่การช่วยผสมเกสรด้วยมือได้ผล
ตามที่เราแนะนำไปในคู่มือปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ การเขี่ยดอกเบา ๆ ด้วยแปรงหรือปลายนิ้ว หรือเคาะกิ่งเบา ๆ ก็เพียงพอที่จะจำลองแรงสั่นสะเทือนตามธรรมชาติ ช่วยให้ละอองเกสรร่วงลงผสมกับเกสรตัวเมียในดอกเดียวกันได้สำเร็จมากขึ้น นี่คือเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังเทคนิคง่าย ๆ ที่เราแนะนำไปก่อนหน้านี้
เมื่อผลเริ่มติดแล้ว คำถามต่อไปคือทำไมผลถึงเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดงสุก ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะพูดถึงในบทความถัดไป
อยากลองช่วยผสมเกสรมะเขือเทศของคุณเอง? เริ่มต้นด้วยเมล็ดมะเขือเทศเชอร์รี่จาก 4thitseed
